| kanitta's profileContinue to the FutureBlogListsNetwork | Help |
|
|
Continue to the FutureJuly 31 บนรถเมล์กับสิ่งรอบกาย บนรถเมล์ที่นั่งอยู่ตอนนี้มีคนอยู่เพียง 10 กว่าคนกร้อมกับสายผนที่โปรยปรายลงมาจากฟ้าสีคราม รถที่ติดแน่นตรงสี่แยกและคนที่เดินไปมากันขวักไขว่ เมื่อมองออกไปนอกรถ ฉันเห็นคุณยายคนหนึ่งกำลังดูดน้ำอัดลมขึ้นมาจากถุงแล้วเข้าปากไปเพื่อดับความกระหาย และนั่งรอคนมาซื้อของของแกไปเรื่อยๆอย่างมีความหวัง แต่แกก็คงจะเบื่ออยู่เหมือนกันกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวแบบนี้ เมื่อรถเคลื่อนมาอีกนิดก็เห็นร้านไนติงเกล-โอลิมปิค ซึ่งขายเสื้อผ้าอยู่ มีลุงคนหนึ่งวัยกลางคนมานั่งอยู่หน้าร้านพร้อมรถเข็นใส่ขนมอะไรสักอย่าง และหมวกสานทรงแหลมวางอยู่ข้างตัว กำลังมองคนเดินไปเดินมาร้อมหาวออกมา 1 ที นอกจากลุงแล้วยังมีเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่หน้าประตูร้านอีกผั่งหนึ่ง ไม่รู้ว่ารออะไรอยู่ และมีเด็กนักเรียนอีกคนยืนอยู่ใกล้ๆกันเป็นเพื่อนกัน พอรถเคลื่อนมาอีนิดรถก็มาจอดอยู่ตรงใกล้ๆป้ายรถเมล์ ก็มองเห็นคนมากหน้าหลายตายืนรอรถเมล์เพื่อไปยังจุดหมายต่างๆที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละคนก็มีอากัปกริยาที่แต่ต่างกันออกไปในการรอคอยรถเมล์สายที่ตนเองต้องการ บางคนก็ชะเง้อคอมอง บางคนก็คุยโทรศัพท์ บางคนก็คุยกับเพื่อน มันเป็นกิริยาที่คนรอรถมล์คนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันกระทำโดยที่เขาคงไม่ทันได้คิดได้สำรวจตัวเองเท่าไรว่าเขาในตอนนั้นเป็นอย่างไร ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีใจที่จดจอกับการรอคอยรถเมล์ที่จะมาอยู่ดี เพราะแทบทุกคนที่มองกันไปตามถนนที่รถแล่นมา แต่จะเห็นได้ว่าการกระทำที่เหมือนกันแต่การแสดงออกกลับแตกต่างกันไป และแล้วรถเมล์ก็แล่นมาจอดที่จุดหมายปลายทางของฉัน ทุกอย่างจึงยุตอลง ฉันก็ก้าวลงจากรถและไปยังจุดหมายต่อไป
ชีวิตของคนทั่วๆไปที่ดูไม่น่าสนใจแต่ในช่วงเวลาอันหน่าเบื่ออย่างนี้กลับทำให้มัน่าสนใจขึ้นามาได้ การมองอะไรรอบกายก็อาจได้อะไรมาอย่างไม่รู้ตัวถ้าสังเกตอากัปกิริยาของเขาและลองดูว่าเขาคิดอะไรอยู่ก็คงจะสนุกดีนะ
ชีวิตบนรถเมล์ในวันที่20กค.ที่แสนน่าเบื่อก็จบลงแล้วนะ อาจดูไร้สาระไปสักหน่อยอ่ะนะแต่มันก็น่าสนใจสุดในตอนนั้นแล้วล่ะ ว่างๆหรือเบื่อๆก็ลองนั่งมองรอบๆกายดูนะอาจเจออะไรที่น่าสนใจในแบบตัวเองก็ได้นะ
ชีวิตเด็กปี4ชีวิตเด็กปี4
ความรวดเร็วของกาลเวลานำพาฉันมาถึงชีวิตนักศึกษาปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย ตอนเข้ามาใครๆก็พูดว่า 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยมันผ่านไปเร็วนะ และสำหรับฉัน ณ ตอนนี้คงเป็นอีกคนที่คิดอย่างนั้น ชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 1-3 มีอะไรหลายอย่างที่เข้ามาในชีวิต มีทั้งดี ไม่ดี ท้งสุขและทุกข์เหมือนบททดสอบชีวิตอีขั้นหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องเผชิญ เมื่อมาถึงปีนี้บททดสอบต่างๆก็ยังคงมีกันต่อไปรอให้เราไปเยี่ยมเยียน มีทั้งเรื่องเรียนและเรื่องของชีวิต ตอนนี้เปิดเทอมมาได้ประมาณ 2 เดือนครึ่งหนึ่งของเทอมแรก สิ่งที่เด็กปี4ทุกคนต้องเจอ คือ งานที่อาจารย์สั่งมามากมายท่วมหัวจนบางอัเกือบกลายเป็นดินพอกหางหมูเสียแล้ว ตั่งแต่เปิดมายังไม่มีวันไหนที่ไม่รู้สึกว่าวันนี้ไม่มีงาน เพราะตั้งแต่แคบแรกๆที่เปิดเรียนก็จะเห็นถึงตารางเวลาของตนเองในเทอมนี้แล้ว และสำหรับเราเองก็เห็นกันถึงวันจบการศึกาษาแล้ว เพราะต้องทำโปรเจ็คจบกันถึงมีนาคม 51 เรียกกันว่าชี้ชะตาวันจบกันวันน้นแลยว่าจะจบหรือไม่จบจากโปรเจ็คที่ต้องทุ่มเทกันตลอดทั้งปีนี้ แต่ปีนี้ก็คงเป็นอะไรที่พิเศษกว่าปีอื่นๆเพราะมีงานกีฬามหาวิทยาลัยโลกช่วง 8-18 สค.นี้ และไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน ทำให้เราได้หยุดช่วงเดือนนี้ และตอนนี้เราก็ได้หยุดแล้ว พอบอกใครก็บอกว่าดีได้หยุด น่าอิจฉา แต่จริงๆแล้วไม่เห็นดีเลย เพราะก็เหมือนไม่ได้หยุด และแถมเดือนตุลาที่ปกติได้หยุดก็ไม่ได้หยุด แต่มันก็คงจะไม่แต่ต่างกันสำหรับเราเท่าไรนัก เพราะคิดยังไงเราก็ไม่ได้หยุดจริงๆกับเขาสักที ตั้งแต่ปี3มาแล้ว ที่ต้งอนั่งทำงานช่วงปิดเทอมไม่เหมือนเอกอื่นๆเขาได้ปิดเยอะกว่า เราตอนปี3ก็นั่งทำงานกับเพื่อนตลอดที่มหาวิทยาลัย จนเหลือเวลาหยุดอยู่ 6 วันถึงจะส่งงาน เทอมนี้ช่วงที่ปิดก็นั่งทำงานเหมือนกัน งานเยอะกว่าเก่าด้วยเพราะหยุดระหว่างเทอม อาจารย์คิดว่าเด็กมีเวลา เลยให้งานกันใหญ่ และวันที่เขียนอันนี้ก็เป็นวันที่รู้สึกเบื่อมาก หลังจากจมอยู่กับ Proposal Project มาทั้งอาทิตย์ ในที่สุดก็เสร็จสักที จะได้หยุดสักนิดหน่อย แล้วค่อยมาลุยต่อกับแผนอันยาวเหยียด ไม่ว่าจะอ่านหนังสือสอบที่เปิดมาปุ๊บก็สอบปั๊บ หรือแม้กระทั่งงานที่อาจารย์สั่งมารวมถึงโปรเจ็คของอีกหลายๆตัวที่กองกันเป็ฯภูเขาแล้วและก็โปรเจ็คจบอีกด้วย แต่ก็ได้แต่บ่น ไม่ทำก็ไม่ได้ ชีวิตยังคงต้องสู้กันต่อไป เอาหละชีวิตเด็กปี4กับการเรียนก็จบลงเท่านี้หละนะ สิ่งที่เราเอาลงวันนี้เป็นเรื่องที่เราเขียนเรื่อยเปื่อยบนรถเมล์นะ วันนั้นกลับบ้านรถติดสุดๆ เลยได้คิดอะไรไปเรื่อยๆนะ ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้แหละนะ ก็เขียนไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมานะ มันไม่มีไรทเลยหาอะไรทำนะก็อ่านแล้วก็ลองดูนะว่าเป็นเหมือนกันไหมอ่ะ แต่ว่าจริงๆที่เราเขียนวันที่ 20 เนี่ยยังไม่หมดนะ แต่มันไม่เข้ากับชื่อหัวเรื่องนะเลยจะเอาลงหัวข้ออื่นก็ต่อจากอันนี้นะแหละนะ ตามไปอ่านกันนะ
July 06 รู้หรือไม่รู้ ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่าข้อความอันนี้เรากะเขียนเอาไว้ลงในwebpageที่จะส่งอาจารย์อ่ะนะ มันออกแนวความรู้วิชาการหน่อยๆอ่ะ ก็เป็นสิ่งที่เราเคยได้รู้มาอ่ะนะ แล้วเห็นว่าน่าจะมีประโชน์กับเพื่อ่นๆบ้างไม่มากก็น้อยนะ เลยเอามาลงไว้ แต่จริงๆแล้วเขียนไว้ส่งอาจารย์เสร็จแล้วเสียดายนะไม่รู้ว่จะเอาไปทำไรเลยเอามาลงไว้เล่นๆนะ อิอิ ดีไม่ดีก็ติชมมาก็ได้นะ เราก็อยากรู้ว่าเราเขียนแล้วอ่านรู้เรื่องกันไหมอ่ะ
ต่อไปก็เข้าสู่ตัวเนื้อหาได้เลยนะค่ะ ไม่พูดไรมากแหละ แบบว่าง่วงนอนนะ
รู้/ไม่รู้
ในโลกของเรานี้มีความรู้ต่างๆอยู่มากมาย และเราก็เริ่มเรียนรู้ความรู้ต่างๆเหล่านั้นตั้งแต่เกิดและเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะตาย แต่ที่แน่ๆคือเราเป็นคนที่ตัดสินใจว่าเราจะเรียนรู้เรื่องอะไร ซึ่งคนเราเวลาที่จะเรียนรู้อะไรก็จะต้องเป็นสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนและเกิดความสนใจในสิ่งๆนั้นขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อเราใช้ชีวิตเติบโตขึ้นมาเราได้มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย สิ่งที่เราคิดว่าไม่รู้เราอาจจะเคยรู้มาก่อนแล้วก็ได้เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเองว่าคืออะไร ซึ่งก็คือขณะนั้นเราไม่รู้ว่ารู้เท่านั้นเอง ซึ่งการที่เรารู้ว่ามีความรู้อะไรบ้าง เราไม่รู้อะไรบ้างจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำเราไปสู่ความรู้ที่เรายังไม่เคยรู้ ได้อย่างแท้จริง
จากตารางข้างบน ถ้าจะกล่าวว่าเป็นลำดับขั้นของความรู้ก็คงจะได้ มันเป็นตารางสี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ที่จะทให้เรารู้ตัวเองมากขึ้น 1. ไม่รู้ว่าไม่รู้ บางครั้งเราคิดว่าเรารู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว แต่เมื่อเราลองคิดที่จะทำหรือคิดที่จะพูดเกี่ยวกับสิ่งๆนั้นกลายเป็นว่าเราพูดไม่ได้หรือทำไม่ได้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นนะเหรอ ก็เพราะว่าจริงๆแล้วเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งๆนั้นเลย เพียงแต่ว่าเราไม่รู้ตัวเท่านั้นว่าเราไม่รู้ เพราะเราคิดไปเองว่ารู้ หรืออีกอย่างหนึ่งก็เพราะว่าเราไม่เคยรู้ว่ามีสิ่งๆนั้นอยู่นั้นเอง 2. รู้ว่าไม่รู้ เป็นการที่เราตระหนักรู้ว่าเราไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งๆนั้นเลย เช่น เราไม่เคยเขียนwebsite แล้วเราเกิดสนใจขึ้นมาแต่เราก็รู้ตัวเองว่าเราไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ซึ่งก็คือการที่เรารู้ว่าเราไม่มีความรู้ด้านการเขียนwebsiteเลย 3. ไม่รู้ว่ารู้ คือ การที่เรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆอยู่ในตัว แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าเรารู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เช่น เวลาทานอาหารเราจะไม่ทำเสียงดัง ไม่พูดขณะมีอาหารอยู่ในปาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นมารยาทบนโต๊ะอาหาร ซึ่งเราก็ปฏิบัตกันอยู่ทุกวัน แต่เราไม่เคยรู้ว่านี่คือมารยาทบนโต๊ะอาหารนั้นเอง 4. รู้ว่ารู้ คือ การที่เรารู้ว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่แล้ว และเราก็รู้ว่าเรารู้เกี่ยวกับสิ่งๆนั้น เช่น เราเคยเรียนเกี่ยวกับการเขียนเว็บไซด์มาแล้วเราก็ทำงานเกี่ยวกับสิ่งนี้อยู่ทุกวัน ซึ่งตัวเราเองก็ตระหนักได้ว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับการเขียนเว็บไซด์นะ นั้นก็คือการที่เรารู้ว่าเรารู้เกี่ยวกับการเขียนเว็บไซด์นั้นเอง
เมื่อรู้ว่า4ช่องนี้คืออะไรแล้ว เราลองมาดูขั้นตอนการทำให้เกิดความรู้กันดีกว่า การที่คนเราอยากรู้อะไรสักอย่างนึงคงต้องเริ่มจากความไม่รู้เสียก่อน แต่เราจะเริ่มจากไม่รู้ว่าไม่รู้ก็ได้นะ เพียงแต่ถ้าเราเริ่มตรงที่ว่าเราไม่รู้ว่าไม่รู้นั้น มันก็ต้องมีอะไรบางอย่างมาทำให้เรารู้เสียก่อนว่าเราไม่รู้ หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นว่าเรารู้แล้วว่าไม่รู้พที่นี่ถ้าเราสนใจใคร่รู้ก็ไปขวนขวายหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ จากสื่อต่างๆ จากผู้รู้ หรือเข้ารับการอบรม ซึ่งเราก็จะรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น เสร็จแล้วเราก็จะรู้ว่าเรารู้เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว และก็ร้องไชโยได้เลย แต่ถ้าเราเริ่มจากว่าเรารู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นอยู่แล้ว มีทุนเดิมอยู่แล้วนั้น แต่เราไม่ตระหนักว่าเรารู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นเลยก็จะกลายเป็นว่าเราไม่รู้ว่ารู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ แต่เมื่อคนมาทำให้เราตะหนักได้ว่าเรารู้เกี่ยวกับสิ่งนี้นะเราก็จะกลายเป็นว่ารู้ว่ารู้ และเกิดปัญญาขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าไม่รู้ >> รู้ว่าไม่รู้ >> รู้ว่าไม่รู้ >> รู้ว่ารู้
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เริ่มจากเราคืดไปเองว่ารู้แล้วเกี่ยวกับสิ่งๆนั้นแต่เมื่อมีคนมาบอกว่าสิ่งที่เรารู้นั้นมันไม่ใช่ไม่ถูกก็กลายเป็นว่าเรารู้ว่าไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งๆนั้นเลยและเมื่อเราไม่ค้นคว้าหาความรู้หรือมีคนมาบอกเราว่าสิ่งๆนั้นคืออะไรเราก็จะมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งๆนั้น และในที่สุดเราก็กลายเป็นรู้ว่ารู้ทันที
รู้ว่ารู้(เข้าใจผิด) >> รู้ว่าไม่รู้ >> รู้ว่ารู้
ในความเป็นจริงแล้ว 4ช่องนี้การเริ่มต้นจะเริ่มที่ช่องไหนก็ได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับเหตุการณ์หรือประเด็นที่แตกต่างกัน และกระบวนการ 4 ช่องนี้ก็สามารถที่จะกระโดดไปกระโดดมาได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ในช่องไหน แล้วทำให้ตัวเองไปเป็นรู้ว่ารู้ให้ได้
นี่คือสิ่งที่ฝากเอาไว้ให้เพื่อนๆไปใช้เป็นแนวทางในการที่จะนำตัวเราเองไปสู่ความรู้อย่างแท้จริงนะค่
เราอ่านเองก็งงเองอ่ะนะ ไม่รู้ว่าเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านจะงงกันป่าวอ่ะ แต่ว่าเราก็พยายามสุดชีวิตแล้วนะเนี่ย ต้องขอบคุณพี่ชลที่ได้ให้ความรู้อันนี้เอาไว้นะค่ะ ไม่งั้นคงยังไม่รู้ว่าจเอาอะไรเขียนส่งดีนะ
วันนี้พอเอาสมุดที่เคยจดเรื่องนี้มาอ่านก็เจอตัวอย่างฮ่าฮ่า ที่ทำให้นึกถึงพี่ชายอีกคนที่ไม่ค่อยได้เจอเลยพักหลังๆ ก็เลยโทรไปหาซะเลย คุยกันหนุกหนานมากมายแถมนัดเจอกันพรุ่งนี้ด้วยตอนเย็นมาแข่งว่าใครจะอ้วนขึ้นมากกว่ากันนะ อ่ะล้อเล่น ถึงเราจะอ้วนขึ้นจริงๆก็เหอะนะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วขอบ่นกน่อยเถอะ แบบว่าช่วงนี้งานเยอะจังเลย แถมอาจารย์ยังมาบอกวันสอบกลางภาคซะใกล้เชียวใครจะไปตั้งตัวทันเนี่ย วันก่อนวันเกิดน้องสาวด้วยตอนเย็นเลยไปกินบุฟเฟ่ห์อาหารญี่ปุ่นแถวพระรามสามมาด้วย ก็อร่อยดี แต่ที่พิเศษคงจะเป็นไปกินกับญาติๆที่ไม่ค่อยได้เจอด้วย ก็แบบว่าเขาไปอยู่อเมริกากันอ่ะนะ ก็เลยเป็นโอกาสพิเศษสักหน่อย แต่ว่าเจ้าตัวคนเกิดกลับไม่ได้โดยเลี้ยงซะงั้น แต่เป็นการพาญาติไปกินซะมากกว่า น่าสงสารจริงๆเลย 555 แล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาญาติคนนึง ก็บินไปเรียนต่อโทที่อังกฤษก็ดีใจกับเขาด้วยเก่งจริงๆ รู้สึกว่าจะได้ทุนของabacไปนะถ้าไม่ผิดอ่ะ ก็ไปกับแฟน แฟนเขาก็น่ารักดีอ่ะนะ เห็นแว่บๆเองอ่ะ ยังไม่รู้จักชื่อเลย นั้นแหละไปเรียนเสร็จจบมาก็กลับมาเร็วๆนะ น้องๆคิดถึงนะเฮีย
วันนี้ก็เท่านี้ล่ะ คิดถึงเพื่อนๆ6-4ทุกคนเลยนะ นัดห้องเร็วๆนะ อยากเจอมากๆเลย
May 14 เวลาว่างที่เหมือนว่าง ช่วงนี้ก็ใกล้เปิดเทอมแล้วนะ ก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีอ่ะนะ แต่ที่แน่ๆช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาก็ฝึกงานตลอดเลยที่Ernst&Young ก็สนุกดีนะถึงจะไม่ตรงสายก็เหอะ แต่ได้เพื่อนเยอะเหมือนกัน มีเพื่อนคนนึงชื่อนิค เด็กมช. โคตรฮา สนิทได้ในเวลาอันรวดเร็ว ได้เจอพี่มธ.เยอะแยะเลย คนแรกที่เจอก็เป็นพี่แจ็คละ(เดือนคณะบัญชีเชียวนะ) น่ารักดีนะ นิสัยก็ดี มองทั้งวันก็ไม่เบื่อ แต่ก็แค่นั้นแหละ ได้แค่มอง 555 พี่วีที่ดูแลเราก็ดี ใจดีมากๆๆๆ โคตรโชคดีเลย ฝึกงานครั้งนี้ ประสบการณ์ที่ดีอ่ะนะ
อาทิตย์ก่อนไปดูสไปเดอร์แมนมาด้วยล่ะ ก็สนุกดีนะ แต่อารมณ์แต่ละฉากมันไม่สุดอ่ะ จะซึ้งก็ไม่ซึ้งเท่าไร จะมันส์ก็มันส์ไม่สุดอ่ะ แต่ชอบฉากเปิดมากๆ เจ๋งดี
ช่วงนี้เราบ้าซีรี่ย์ญี่ปุ่นมากๆ ซื้อมาดูเลยทีเดียวตอนนี้ก็สั่งซื้อไปประมาณ 6 เรื่องแล้ว ได้แล้ว3 เหลือ 3 รออยู่ แต่ก็ใกล้ได้แล้วล่ะ รอเรื่องที่ยามะพีเล่น อยากดูมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ใครสนใจบอกได้นะ ถ้าแผ่นเราจะยืมก็คิดวันละ10 บาทต่อแผ่น ถ้าจะให้เราwriteให้ก็คิด 25 บาทต่อแผ่น ดีวีดีอ่ะนะ จะฝากเราซื้อก็ได้นะ อิอิ
ไหนๆก็ๆหนๆแล้วอ่ะนะ คิดถึงเพื่อนทุกคนจังเลย อยากเจอมากกกกกกก แบบว่าไม่เจอนานเลยอยากเห็นหน้าอ่ะนะ โทษทีนะเพื่อนๆถ้าเราไม่ได้โทรไปคุยอ่ะ แบบว่าไม่ใช่คนคุยโทรศัพท์เท่าไรนะ แต่เหตุผลสำคัญคือ ไม่มีตั้งอ่ะ ต้องประหยัดเงินมาซื้อแผ่นอ่ะนะ อิอิ
อ้อขออีกเรื่อง ดีใจจังเกรดเทอมนี้ขึ้นเยอะละ ดีใจมากกกกกกกก ได้ตั้ง 3.5 หล่ะ ไม่เคยได้ในชีวิตนี้ตั้งแต่เรียนมา แต่GPA ยังคงเหลือน้อยเหมือนเดิมอ่ะ ไม่ถึง3 เลย เฮ้อ เอาว่ะ พยายามกันต่อไป สู้สู้
January 15 แง่มุมที่แตกต่างมุมที่แตกต่าง
เมื่อวานได้ดูรายการทีวีทางช่อง 5 เป็นตอนที่เขาไปที่ไร่บัว หลายคนคงงงๆ ว่าเป็นยังไง มันก็เป็นบึงที่หลายคนเคยเห็นที่มีดอกบัวเต็มสระนั้นละ แต่เป็นที่เหมือนส่วนตัวนะ เห็นว่าต้องมีการเปลี่ยนน้ำในสระด้วย แล้วพอบัวโตเขาก็เก็บไปขายกัน เรื่องรายได้ก็ 100ดอก ได้ 50 บาท วันนึงต้องเก็บประมาณ 2000 ดอก แล้วต้องเก็บวันเว้นวันด้วย เพราะบัวโตไม่ทัน ถ้าดูจากชีวิตของเขาแล้วต้องลงไปเก็บบัวเกือบทุกวัน ด้วยความยากลำบาก การมีชีวิตแบบนี้หลายคนคงบอกว่ามันดูลำบาก แต่เมื่อพิธีกรถามเขาว่าชีวิตแบบทุกวันนี้ไม่ลำบากเหรอ เขาก็ตอบว่าสำหรับเขาแล้วชีวิตแบบนี้ก็สุขสบายดี ไม่ลำบากอไร แต่สำหรับคนอื่นคงมองว่ามัรลำบาก ซึ่งจากตรงนี้มันทำให้เราเห็นว่าคนเรามีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะถ้าความคิดของเราแล้วมันก็ดูลำบากจริงๆนั้นแหละ คำพูดของเขามันยิ่งตอกย้ำว่าในเรื่องเดียวกันนั้นถ้าหากคิดในหลายแง่มุมแล้วมันก็จะเห็นอะไรที่แตกต่างกันไปจากเดิม ลองคิดในแง่มุมที่ต่างออกไปดูสิ หาทางใหม่ๆ ทางเลือกใหม่ๆให้กับตัวเองแล้วทำดู บางทีอาจมีคำตอบให้กับตัวเองอย่างมีไม่เคยมีมาก่อนเลยก็เป็นได้ |
|
|||||||
|
|